เจริญวิปัสสนากรรมฐานได้บุญไหม
ถาม เจริญวิปัสสนากรรมฐานได้บุญไหมตอบ
เอาอย่างนี้ก่อน
บุญคือ "เครื่องฟูใจ" เข้าใจตรงกันนะ
บุญไม่ใช่ "บาป"
ส่วนกุศลคือ "ความดี"
ซึ่งก็มีหลายระดับ คนละทางกับ "อกุศล" เข้าใจตรงกันนะ
ขอให้กันส่วนนี้เอาไว้ก่อน แยกไป
วิปัสสนา คือกุศลในระดับปัญญา เป็นการใช้ปัญญา ให้เห็นแจ้งธรรมชาติ ให้ยอมรับในธรรมะ หรือยอมรับในธรรมชาติ
ธรรมชาติมันแสดงธรรมอะไรออกมา นั่นล่ะ
เราเจริญวิปัสสนา
เจริญก็คือ ทำให้มาก ทำให้เจริญๆ ในปัญญา
ก็เพื่อให้จิตยอมรับในธรรมชาติ เพื่อให้จิตสว่างในความเป็นจริงที่ว่า
สิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม
ล้วนแล้วแต่ไม่ควรเข้าไปเอา เข้าไปยึด
เพราะมันก่อให้เกิดตัณหา อุปาทาน เกิดภพชาติ ฯลฯ
เหมือนต้นไม้ใบหญ้าน่ะ
ลองดูต้นไม้ต้นนั้น มันเติบโตจากต้นเล็กๆ ใหญ่ขึ้น กิ่งหัก กิ่งงอ ตามเรื่องของมันถูกมั้ย
เห็นธรรมชาติที่กำลังแสดงธรรมอยู่มั้ย?
ท่านเข้าไปเอาต้นไม้ต้นนั้นมาเป็นของตัวมั้ยล่ะ? เข้าไปหาที่ต้นไม้ต้นนั้น แล้วบ่นพึมพัมว่า ฉันคือต้นไม้ ต้นไม้คือฉัน ฉันมีในต้นไม้ ต้นไม้มีในฉัน ทำอย่างนั้นมั้ย
ก็เพราะถ้าเข้าไปยึดว่าต้นไม้นั้นคือฉัน กิ่งหัก ฉันก็เจ็บสิ เหตุและปัจจัยมันพาให้เกิดผลอย่างนั้น
แล้วคราวนี้ ลองมองเข้ามาที่ร่างกายของท่าน
ท่านเอาร่างกายนี้เป็นตัวกูของกูหรือเปล่า
เอาร่างกายที่กำลังผุพังนี้เป็นเรือนหรือเปล่า
มีเราในเรือนกายหรือเปล่า
เรือนกายมีในเราหรือเปล่า
เราคือเรือนกายหรือเปล่า
เรือนกายคือเราหรือเปล่า
พูดง่ายๆ
กายนี้กับตัวท่านยังแทรกซึม สอดผสาน เป็นเนื้อเดียวกันหรือเปล่า
ฉันคือกาย กายคือฉัน หรือเปล่า?
ดูซิ มันมีอะไรที่ต่างกัน? เห็นหรือยัง?
ต้นไม้มันก็แสดงความเป็นธรรมชาติของมันออกมา กิ่งหัก ใบร่วง
ร่างกายก็แสดงความเป็นธรรมชาติของมันออกมา ฟันหัก เจ็บป่วย เสื่อม ร่วงโรย
แล้วมีอะไรที่ต่างกัน
ถ้าว่ากันให้สุดทุกซอกมุมอย่างนี้
ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะพยายามนิยามความสัมพันธ์ระหว่าง "เรา" กับ "กาย" แบบไหน
มันก็หาจุดยืนที่มั่นคงไม่ได้สักทาง
นี่ก็คือ วิปัสสนาญาณ ญาณหมายถึงความรู้ ญาณคือความรู้แจ้ง รู้แล้วแจ้ง คือ สว่าง
พูดง่ายๆ ก็คือ เห็นแจ้ง หรือมองออกมั้ยล่ะว่ารูปนาม รูปกายกับจิต รูปกายกับเรา นั้นมันไม่น่าจะสอดผสานแทรกซึมกันแบบที่คิดเห็นกันแบบเดิมๆ ถ้าเริ่มมองเห็นตรงนี้ เอาแค่บรรทัดแรกนี้ก่อน กายก็ส่วนกาย จิตที่ไปรับรู้ก็ส่วนจิต มันไม่ได้สอดผสานเป็นสิ่งเดียวกันจริง ถ้าเริ่มเห็นแจ้งตรงนี้แล้ว นั่นล่ะ ปัญญาเริ่มเดินแล้ว หรือวิปัสสนาญาณเริ่มมาแล้ว ถ้าทำได้แบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปนิยามใดๆ ว่า นี่คือ นามรูปปริจเฉทญาณ ให้ว่าต่อไปเลย สานต่อจากตรงนั้นต่อไปเข้าไตรลักษณ์เลย
เป้าหมายของการเดินปัญญาก็คือเพื่อให้พ้นจากความยึดมั่นในรูปและนาม
เพราะการที่เราหลงยึดนั้น มันเป็นผลจากอวิชชา
มันพาให้เกิดภพชาติ
อีอย่างนี้ วัฏสงสารมันไม่จบ เพราะมันยังพอใจที่มีเรือนอยู่
เอาล่ะ ย้อนกลับมาที่คำถาม
เราอยากได้อะไรจากการเจริญวิปัสสนาล่ะ
เพื่อหลุดพ้น? จากวัฏสงสาร
เพื่อให้จิตละจากอุปาทานในขันธ์?
เพื่อยุติการเกิดอีก
ใช่มั้ย?
หรือ.... เพื่อเอาแค่รับรู้ถึง "ความฟูใจ" ที่มากระทบวิญญาณ
แล้วคลอเคลียกับความฟูใจนั้น
ซึ่งยังไงๆ มันก็ดับไปตามเหตุของมันอยู่เสมอ
อันนี้ ต้องถามตัวผู้ปฏิบัติเอง เป้าหมายคืออะไร
ดังที่ข้าพเจ้ามักจะถามผู้ที่มาเรียน มาไถ่ถาม มาโดยตลอด
เราจะได้เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับเป้าหมายนั้น
และถ้าต้องการแค่ "ความฟูใจ" ล่ะก็
เราสามารถทำได้ไม่ยากในโลกมนุษย์
ไม่ต้องถึงกับมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ได้
ระลึกถึงสิ่งที่เราได้ทำไป ใจก็พองโต สงบ สบายใจ
ก็ถ้ายังไม่อยากหลุดพ้น แค่อยากเกิดดีๆ ในวัฏสงสาร
ก็แค่ต้องประคองไว้ให้ดีแล้วกัน อย่าให้ตกอบายเสียเล่า
แต่ถ้าไม่ปรารถนาสภาวะนั้น
ไม่ปราถนาจะยึดในสภาวะใดๆ เพราะมันพาให้เกิดภพชาติ
ก็มีวิธีที่ทำได้ นั่นก็คือ เดินปัญญา แล้วให้ปัญญาเป็นตัวปิดเกม
เพราะเราไม่ได้ใช้เครื่องฟูใจเป็นตัวปิดเกมนะ
แต่เครื่องฟูใจ จะช่วยให้เกิดสภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่บีบรัด
ก็เพื่อให้กระเถิบเข้าไปสู่เส้นทางของการเดินปัญญาปิดเกมได้ง่ายขึ้น
ลองไตร่ตรองดูดีๆ