เต่า ช้าง เสือชีต้า ลิง

เสือชีต้าเนี่ยมันไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนวิ่งเร็ว มันเกิดมามันก็วิ่งของมันอย่างงั้น ตามกล้ามเนื้อของมันที่มันทำได้

เต่ามันก็ไม่เคยบอกตัวเองว่ามันเป็นคนเดินช้า มันเป็นของมันยังงั้น มันก็เดินตามเรื่องของมัน

วัวเนี่ยมันก็ไม่เคยบอกว่าตัวมันเองเคี้ยวช้า มันก็เคี้ยวไปตามเรื่องของมัน

ลิงมันก็ไม่เคยบอกกันว่ามึงน่ะทำแบบช้างสิ เดินช้าๆ ลิงมันก็ทำตามธรรมชาติของมันไป

กล้ามเนื้อมันมาแบบนั้น

ธรรมชาติคือความเป็นปกติ

ศีลคือความเป็นเป็นปกติ

เพราะถ้ามันไม่ปกติ มันก็เริ่มวุ่นวาย
ลองละเมิดดูสิ ผลมันเริ่มเกิดที่ใจก่อน
อย่างเวลา พูดจาหยาบคายด่าทอใคร ได้ผล ที่เกิดอย่างแรกเลยก็คือ ใจผู้พูดมันต่ำลงไปเรียบร้อยแล้ว อารมณ์นำหน้าเรียบร้อยแล้ว

อย่างที่บอก ธรรมชาติคือความปกติ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน

บ้างจะเถียงว่า เพราะฉันเป็นของฉันแบบนี้มาตั้งแต่เกิด ฉันเป็นคนปากจัดมาตั้งแต่เกิด แต่คุณบอกว่า เต่าวิ่งช้า เป็นธรรมชาติ ถ้างั้นฉันปากจัด ก็ถือว่าเป็นธรรมชาติ ไม่ถูกหรือไง

ก็นั่นล่ะ เป็นเหตุปัจจัยของมันอยู่แล้ว ความไม่ปกติที่บอกว่าเป็นธรรมชาติแบบนั้น มันก็มีเหตุ มีรากฐานมาจากอวิชชา ผลมันก็เกิดเป็นเส้นทางที่ปากจัดแบบนั้นแหละ แล้วทางนั้นมันพาไปสู่ความสงบเบา หรือความเผาลนล่ะ

เคยมีนะ พูด เรื่องธรรมชาติของเต่าช้างลิง พอหันมาดูตัวเองก็บอกว่าฉันเป็นคนคิดแบบนี้ ฉันเป็นคนขี้โมโหแบบนี้มันเป็นธรรมชาติของฉัน

นี่ก็เหมือนกัน ก็ถูกแล้ว มันเป็นธรรมชาติในทิศทางของความไม่ปกติ ผลมันก็คือเป็นเส้นทางของการ "ขี้โมโห" นี่แหละ ธรรมชาติเหตุปัจจัยแบบนั้น มันพาให้ไปทางไหน ร้อนรนมั้ย ธรรมชาติแบบนั้น มันมีปลายทางคือภพชาติ คือ ทุกข์ เพราะมันอุปาทานยึดโยงอยู่ ดูให้ดี

เพราะงั้น

วัฏสงสาร มันก็คือ ธรรมชาติที่แล่นไปตามเหตุปัจจัยที่อวิชชาเป็นต้นทาง มันเป็นของมันอย่างนั้น ภพชาติก็คือผลของเหตุนั้น



เราอาจจะมองว่าไอ้ "วัฏสงสาร" ก็คือสิ่งที่ลงโทษเรา หรือเป็นเรื่องลี้ลับน่ากลัว

แต่ดูดีๆ
มันไม่ใช่เรื่องที่ว่ามีใครมากลั่นแกล้งใครให้อยู่ในวัฏสงสาร
แต่มันคือ "กระบวนการทางธรรมชาติ" 100% เหมือนน้ำไหลลงที่ต่ำ หรือไฟที่ให้การแผดเผา เหมือนธรรมชาติของดวงอาทิตย์ น้ำแข็งก็ย่อมละลาย เป็นของมันอย่างนั้น

อวิชชา (ความไม่รู้/ความรู้ที่ไม่ครบถ้วน) คือจุดเริ่มต้น

พอต้นทางมันอวิชชา (มองโลกผ่านเลนส์ เห็นแต่ก้อน ไม่เห็นเป็นกระแสเกิดดับ) เหตุปัจจัยก็พาให้รันกระบวนการไปตามเรื่องของมัน มันไม่มีอะไรมาแคร์ตัณหาหรอกว่าตัณหาจะพาให้โหวกเหวกโวยวายขนาดไหน ดิ้นรนแค่ไหน ผลก็เกิดตามเหตุ ปรุงแต่ง สังขาร วิญญาณ ตัณหา อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เกิดเป็น ภพชาติ (ความทุกข์) ตามมาเป็นพรวน เป็นโดมิโนเลย แล้วก็เผาลนในภพชาติขณะนั้น และผลนั้นก็ย่อมดับไปตามเรื่องของมันเหมือนกัน

คือ มันเป็นของมันอย่างนั้น
ธรรมชาติไม่เคยลำเอียง
ถ้าอวิชชาเป็นตัวตั้งต้น ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือ "ความเผาลน" วันยันค่ำ

กองไฟ ไม่เคยแคร์ว่าเราจะร้องไห้แล้วเข้าไปกอดมันด้วยความรักหรือความโกรธ
ถ้าดันยื่นมือเข้าไปเมื่อไหร่ก็ไหม้เมื่อนั้น นี่ก็เช่นกัน

ตัณหาพาให้โวยวาย อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้ ลงไปชักดิ้นชักงอแค่ไหน กฎธรรมชาติก็ไม่เคยสะดุดหยุดรอเหมือนเราโบกรถเมล์ให้รอก่อน

ลองดูดีๆ ถ้าเห็นตรงนี้ชัด เราจะได้เลิกโทษโชคชะตา เลิกโทษคนอื่น
แล้วกลับมาดูที่ "เหตุ" ตรงหน้าอย่างเดียวว่า ตอนนี้เรากำลังปล่อยให้อวิชชาเป็นตัวป้อนข้อมูลเข้าไปในใจเราอยู่หรือเปล่า

เพราะงั้น
การเดินช้าของเต่าไม่เคยทำให้ใจเต่าต่ำลง
แต่ปากจัด ขี้โมโห ทำให้ใจเจ้าตัวร้อนขึ้นทุกครั้ง
ผลที่ต่างกันนี่แหละคือตัวแยกว่าอันไหนเหตุปัจจัยไหน พาให้ไปทิศไหน
มันก็ตามเหตุปัจจัยทั้งนั้น แต่แค่อันไหนคือ ธรรมชาติที่ถูกอวิชชาเจือ

อวิชชาเจือ ก็ปรุง
ปรุงวิญญาณ วิญญาณก็ถูกเจือ
นามรูปที่หยั่งก็หยั่งเพราะถูกเจือ
นามรูปก็มองโลกผ่านเลนซ์อวิชชา
การมองโลกก็มองผ่านไวรัสอุปาทาน
อุปาทานในกาม อุปาทานในรูป ในอรูปธรรม

เวลาปฏิฆะกระทบกระทั่ง
มันเลยมีตัวคุณตัวมึงที่โพล่งขึ้นมา
ซึมซับไงว่า "มันด่าหนู" "มันชี้หน้าหนู"
ภพชาติมันก็ถูกสานต่อด้วยเหตุปัจจัย
ไม่ใช่จู่ๆ ลอยๆ ขึ้นมา

มันมีแต่ข้างนอกเท่านั้นแหละโลกเท่านั้นแหละที่ปรุงแต่งใส่มันว่ามันเป็นคนวิ่งช้าวิ่งเร็วเดินช้าเดินเร็วเข้าใจหรือยังถ้าเราติดอยู่ในโลกแล้วก็ติดกับการปรุงแต่งพวกนี้แล้วเป็นทุกข์กับการปรุงแต่ง

ค่อยๆ มองธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติจริงๆ
ให้เห็นว่า ธรรมชาติ ธรรมะ ก็คือความเป็นปกติตามเหตุปัจจัย