ตาเห็นรูปมันจะไม่ให้ไม่มีเรา ไม่ให้มีตัวเราได้ยังไง
ถาม ตาเห็นรูปมันจะไม่ให้ไม่มีเรา ไม่ให้มีตัวเราได้ยังไง ก็ในเมื่อมันก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้ มันมีตัวฉัน ฉัน ฉัน ฉัน นั่งอยู่ตรงนี้ พอเห็นเรา ผมก็รู้ว่าเราเห็น จะไม่ให้มีตัวเราที่เห็นได้ยังไง จะให้คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะเห็นว่าไม่มีเราไม่มีตัวเราได้ยังไงตอบ
ก็เพราะนั่นแหละมันถึงเป็นเหตุ มันมีอุปาทานอยู่ มันจึงคิดวนอยู่ว่ามีตัวจุ่มอยู่เสมอ
งานนี้ ไม่ต้องคิดวนไปมาด้วยเหตุและผลที่ยังอยู่บนพื้นของการยึด มันเหวี่ยงไม่พ้นคอ ก็เพราะอาศัยการคิดไตร่ตรองที่วนอยู่ใต้ร่มของอุปาทาน
ให้เปลี่ยนมาพิจารณาการรับรู้โลกว่าแท้จริงแล้ว... เที่ยงมั้ย
ทุกครั้งที่รับรู้โลกแล้วเกิดเป็นสุขหรือทุกข์
สุขทุกข์นั้น มันคือเวทนา มันเกิดจากการที่รับรู้โลกใช่ไหม
แล้วถ้าหากเราไม่รับรู้โลกล่ะ
ถ้าหลับตา มันก็ไม่เห็น มันก็ไม่ได้ยืน หรือถ้าได้ยิน แต่ไม่ใส่ใจล่ะ สุขทุกข์เวทนาเกิดมั้ย ดูให้ดีๆ สิ ตรงนี้มันสอนอะไรเรา?
มันสอนอยู่ทนโท่เลยว่า....
เวทนาสุขทุกข์นั้นก็เป็นเพียงชั่วคราว
ก็ถ้ามันมีตัวเรานั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ เหมือนกับที่คำถามบอกว่า
"ตาเห็นรูปมันจะไม่ให้ไม่มีเรา ไม่ให้มีตัวเราได้ยังไง...."
ก็เมื่อรับอะไรเข้ามา ถ้าสุขมันก็ต้องสุขเหมือนเดิมทุกครั้งสิ ถูกมั้ย?
ถ้ามันทุกข์ มันก็ต้องปวดใจเหมือนเดิมทุกครั้งสิ
แล้วดูสิ เอาเข้าจริงๆ ทำไมมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาขึ้นๆ ลงๆ ได้ล่ะ
ไหนลองปิดตาปิดหู เวทนาสุขทุกข์ก็ลดลง ดูสิ
วันนั้นโดนด่าอีตอแหล ทำไมเจ็บจี๊ด
วันนี้คิดถึงคำด่านั้น ทำไมไม่เจ็บ
ถ้ามันเที่ยงแท้ มันต้องเจ็บเท่าเดิมสิ
ลองเข้าวัด ไปปฎิบัติธรรม ไปอยู่ในที่ๆ เงียบๆ ออกห่างไกลจากผู้คนและความวุ่นวาย ดูสิ ทำไมจิตใจมันสงบได้ล่ะ ทำไมมันคงที่กว่าเดิมล่ะ ก็เพราะเราตัดเหตุออกชั่วคราวนั่นไง
ดูสิ ทำไมเวลาฟังธรรม ฟังแล้วรู้สึกว่าเราสามารถทำใจได้มากขึ้น เราอดทนได้ดีขึ้น อดกลั้นได้ล่ะ ทำไม? เห็นมั้ย ถ้ามันมีตัวเราคงที่เที่ยงแท้ ทำไมครั้งนี้ทนได้ ทำไมครั้งนี้รู้ทันล่ะ มันไม่ปวดใจเหมือนเดิมทุกๆ ครั้งล่ะ
วันนั้นคนด่า เราเจ็บใจอยู่
แต่วันนี้คนเดียวกันด่า ทำไมไม่เจ็บใจ
มันมีอะไรที่ต่างกัน
ถ้าคิดว่ามีตัวตนเที่ยงแท้ ก็ถ้าคิดเห็นว่า มันมีตัวฉันนั่งอยู่จริงๆ เที่ยงแท้จริงๆ คอยรับรู้อารมณ์ มันก็ต้องเที่ยงแท้เหมือนกันหมดสิ สุขก็ต้องสุขเหมือนเดิม ทุกข์มันก็ต้องรู้สึกเหมือนเดิมสิ เบื่อก็ต้องเบื่อเหมือนเดิม ทำไมมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง
เพราะงั้น การกระทบกันของตากับรูป จึงเป็นแค่อาการชั่วคราวที่แวบแล้วก็ดับไป
ถ้าคิดว่ามีตัวเราเที่ยงแท้ แล้วมันยังดับๆ หายๆ อย่างนี้ ก็แสดงว่า ไอ้ความต่อเนื่องที่พาให้คิดเห็นว่ามีตัวเราคงที่นี่แหละ มันแสดงอาการขาดๆ วิ่นๆ เป็นช่วงๆ เสมอ แต่แค่เราไม่เห็น
นี่มันมาจากอะไร?
ก็เพราะจากอวิชชา ความรู้ที่ยังไม่ครบถ้วนพอ อย่าชี้ว่าโง่ ไม่ใช่โง่ แต่แค่ยังรู้ไม่มากพอ หรือรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังไม่มีแรงข้ามพ้น อย่างนี้ดีกว่า
เพราะอวิชชา เราเลยมองไม่เห็นรอยต่อ เห็นไม่ถึงอนัตตา มันเลยดันไปร้อยเรียงจุดเล็กๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นมายาภาพว่า "มีตัวฉันอยู่ตลอดเวลา" เหมือนเรามองภาพนิ่ง 24 เฟรมต่อวินาทีแล้วเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวเนียนๆ ทั้งที่จริงแต่ละภาพนิ่งนั้นมันดับเป็นช่วงๆ แต่แค่มันต่อเนื่องกัน
ถ้าเมื่อเริ่มรู้เท่าทัน รู้ทันอารมณ์ รู้ทันเมื่อตาหูจมูกลิ้นกายรับรู้โลก มันก็จะค่อยๆ เลิกไหลจนไม่ถึงอุปาทานได้บ้าง ถ้าปัญญามันเริ่มเห็นเป็นแค่การสปาร์คของตากับรูป จิตรู้ วาบ แล้วก็ดับไป เมื่อนั้นอวิชชาก็จะเริ่มไม่มีที่เกาะ
นี่แหละ ลองไล่ย้อนขึ้นไปดู