แกะรอยสันตติ มายาความต่อเนื่องที่เราหลงว่าเที่ยงแท้ แฉด้วยโค้ดภาษา C

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกว่า "ตัวเรา" มันนิ่ง มันเที่ยง เป็นก้อนเดิมตั้งแต่ตื่นยันหลับ? ทั้งที่จริงๆ แล้วในทางธรรม ท่านบอกว่าจิตมันเกิดดับระดับล้านๆ ขณะต่อวินาที สาเหตุที่เราโดนหลอกก็เพราะสิ่งที่เรียกว่า "สันตติ" หรือความต่อเนื่อง

เปรียบเหมือนใบพัดพัดลมที่หมุนเร็วมากจนเราเห็นเป็นแผ่นกลมๆ นิ่งๆ ทั้งที่จริงๆ มันคือใบพัดเปล่าๆ ที่เหวี่ยงผ่านความว่างนั่นแหละ เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ เรามาลองเขียนโค้ดภาษาซีจำลองกลไกการหลอกตาของ "สังขาร" ตัวนี้กันดู

#include <stdio.h> 
#include <stdlib.h>  
#include <conio.h>
#include <windows.h>

int main() {

	long long count = 0;
	while(1) {
		count++;
		printf("\rI AM HERE! I AM A BOY. [%lld]", count);
	}

	return 0;
}

เมื่อรัน เราจะเห็นแบบนี้

I AM HERE! I AM A BOY. [183131]

จะเห็นประโยค I AM HERE! I AM A BOY. นั้นนิ่งสงบ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้สงบเลย ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้น ก็คือ การแสดงประโยคนั้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนั่นเอง แต่มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วจนเราอ่านออก

มาดูจุดตายของโค้ดนี้ คือตัวรหัส \r (Carriage Return) หน้าที่ของมันคือสั่งให้ Cursor ดีดกลับไปที่ "ต้นบรรทัดเดิม" เสมอ

ลองนึกภาพตามนะ:

โปรแกรมพิมพ์คำว่า "I AM HERE! I AM A BOY." ออกไป (เกิด ดับ)
\r สั่งให้กลับไปที่จุดเริ่มต้น (เพื่อเกิดใหม่)
วนลูป (While) กลับมาพิมพ์ทับที่เดิมด้วยความเร็วระดับมิลลิวินาที

เพราะความเร็วของ CPU มันสูงมาก จนตาของมนุษย์ "Register" รอยต่อไม่ทัน เราเลยเห็นประโยคเดิมค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ทั้งที่ความเป็นจริง มันคือการพิมพ์ใหม่ พิมพ์ใหม่ ซ้ำๆๆ ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ใส่ใจข้อความเดิมเลย จนเกิดเป็นภาพลวงตาว่ามี "ประโยคที่เที่ยงแท้" วางอยู่บนหน้าจอ เหมือนกับที่เราเข้าใจผิดว่ามี "ตัวตน" ที่เที่ยงแท้วางอยู่ในใจนั่นแหละ


จากนั้นเราลองมาลด speed ลง แก้ไขโค้ดแล้วลองรันดู

	while(1) {
		count++;
		printf("I AM HERE! I AM A BOY. [%lld]", count);
		Sleep(1000);
		printf("\r");
	}

เราเอา \r ออกมา แล้วใส่ Sleep(1000) เข้าไป จริงๆ น่าจะใส่ว่า system("cls"); แทน เพื่อล้างหน้าจอ แต่ลองใส่ Sleep(1000); ดูก่อน เพื่อทำให้เกิดการหยุดชั่วคราว 1 วินาที จากนั้นค่อย \r เพื่อกลับไปยังต้นบรรทัดและทำการแสดงประโยคทั้งหมดออกมาอีกครั้ง พร้อมจำนวนครั้ง

จากการทดลองนี้ สรุปได้ว่า: พอเราสั่ง Sleep(1000) หรือ "หน่วงเวลา" ให้ช้าลง ความจริงก็ปรากฏทันที! เราจะเริ่มเห็นจังหวะที่มันพิมพ์ แล้วจังหวะที่มันกลับไปต้นบรรทัด ก่อนจะเริ่มใหม่

ที่น่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่ว่าระบบนี้มันทำงาน แต่คือไม่มีใครรู้ว่ามันกำลังทำงานอยู่ เราไม่ได้ทุกข์เพราะจิตเกิดดับเร็ว แต่เพราะการเกิดดับนั้นถูกเขียนทับด้วยความเร็วสูง จนสมองสรุปเอาเองว่ามี “ของเดิม” ตั้งอยู่ตรงนั้น ทั้งที่ในระดับโครงสร้าง ไม่มีข้อความตรงนั้นถูกเก็บค้างไว้เลย

ลองเปลี่ยนจาก Sleep(1000); ให้เป็น system("cls"); ดู มันก็จะกระพริบๆๆๆ แต่ก็ไม่เป็นไร เอาแบบเดิมจะดีกว่า

นี่แหละ คือ การหลอกด้วยสันตติ + อุปาทาน + สัญญา

เพราะมันมีแต่ฟังก์ชันที่ถูกเรียกซ้ำแล้วถูกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวตนหลักของระบบ พอไม่เคยมีใครหยุดดูรอยต่อของการเรียกซ้ำนี้ จึงดูเหมือนกับว่ามีตัวตนอยู่ ทั้งที่ความจริง มันเป็นแค่ผลลัพธ์ชั่วคราวของ loop ที่ยังไม่เคยถูก debug หรือลด speed เพื่อสังเกตการดับ

ถ้าจะพูดถึงสันตติทำให้เราหลงยังไง ก็ต้องบอกว่า หลงคิดว่ามันมีแต่การเกิด แต่ไม่มีการดับเลย ทั้งๆ ที่มันดับอยู่ตลอด พอมองไม่ออก เราก็มองแต่ตอนเกิด เอาแต่เกิดๆๆๆๆๆๆ ก็เพราะว่า "เราสนใจแต่ที่จะอ่านให้มันรู้เรื่อง" เราเลยไม่สนไอ้ที่มันดับ จึงไม่เคยเอะใจว่า มันมีการ "ดับไป" ด้วย นี่แหละ บนพื้นฐานที่คิดว่าเที่ยงแท้ จึงลามมายังการมองในสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวว่ามันจะต้องเที่ยงแท้ไปด้วย เช่น

ตัวอย่างที่ 1 ความโกรธ
เวลาเรา 'โกรธ' ใครสักคน... จริงๆ แล้วความโกรธนั้นมัน 'วาบ' ขึ้นมาแล้วดับไปแล้ว แต่มันถูกมโนวิญญาณเรียกซ้ำ (Call Function) รัวๆ ปรุงแต่งว่า 'เขามันแย่ๆๆๆ' จนเรามองไม่เห็นจังหวะที่ความโกรธมันดับ เราเห็นแต่การเกิดๆๆๆๆๆๆๆๆ ทั้งๆ ที่เกิดแล้วมันก็ดับ เราเลยพูดว่า "เนี่ย แม่ง กูโกรธมาตั้งแต่เช้าแล้ว" ทั้งที่ความจริง ความโกรธตอนเช้ากับความโกรธตอนนี้ มันคนละขณะกัน และมันก็ไม่ได้อยู่อย่างนั้นตลอด มันมีช่วงที่หรี่ลง มีช่วงที่ดับไป เช่น ไถมือถือดูภาพวับๆ แวบๆ ความโกรธมันก็ดับไป ซื้อของทอนเงิน มันก็มีช่วงที่ดับเหมือนกัน แต่แค่อาจจะไม่ได้ใส่ใจช่วงนั้น

ตัวอย่างที่ 2 ร่างกาย
เช่น 'ร่างกาย' ของเราเอง... เราส่องกระจกทุกวันก็เห็นเป็นหน้าเดิม แต่จริงๆ เซลล์มันตายและเกิดใหม่ (Free & Malloc) อยู่ตลอดเวลา แต่เพราะมันเกิดดับต่อเนื่องกันจนไม่เห็นช่องว่าง เราเลยหลงเชื่อว่า 'กายนี้เป็นก้อนนิ่งๆ' ที่เรียกว่าตัวเรา ทั้งที่มันคือกระแสของความเปลี่ยนแปลงที่ไหลเชี่ยวเหมือนน้ำตก แต่แค่เราสังเกตไม่เห็น

ตัวอย่างที่ 3 ความทุกข์ที่ดูเหมือนยาวนาน
เช่น เวลาเรา 'อกหัก' หรือ 'ตกงาน'... เราจะรู้สึกว่าความทุกข์นี้มันตั้งอยู่ถาวร เป็นก้อนมหึมาที่ทับเราอยู่ แต่ถ้าเรา 'Debug' ลงไปจริงๆ เราจะพบว่าความทุกข์มันเกิดเป็นช่วงๆ ตามความคิดที่แวบขึ้นมา พอคิดก็ทุกข์ (Malloc) พอเผลอไปมองนกมองไม้ ความทุกข์ก็ดับ (Free) แต่เพราะอวิชชามันสั่งให้ใจเรา 'ขุด' เรื่องนั้นขึ้นมาคิดใหม่รัวๆ เราเลยสรุปว่า 'เราทุกข์ตลอดเวลา' ทั้งที่ความจริงมันมีช่วงว่างให้เราหายใจอยู่มหาศาล และเราเองที่ดันไปเอาอารมณ์นั้นมาเป็นของตัว

คราวนี้ อะไรล่ะ จะช่วยให้เราเห็นรอยต่อ หรือช่องว่าง หรือการดับแต่ละขณะได้บ้าง?

คำตอบก็คือ "สติ" ที่ไวขึ้น และสมาธิที่มั่นคงขึ้น ไม่ใช่สมาธิที่ฟุ้งซ่าน เพราะเราจะเอาใจที่ฟุ้งซ่านไปใช้งานอะไรได้ เราจึงต้องทำจิตให้ตั้งมั่น เป็นอารมณ์เดียว เพื่อให้มีพลังที่จะเห็น (ไม่ใช่เพ่งนะ)

เพราะปกติ การรับรู้ที่เกิดดับๆๆๆๆ เนี่ย มันก็รับรู้ไปทั่ว ก้นแตะเบาะ นิ้วจับมือถือ ฯลฯ มันไม่รวมศูนย์ ไม่เป็นอารมณ์เดียว มันเลยไม่มีกำลัง แต่เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สติเราก็ทันขึ้น สปีดมันลดลง มันเลยเพิ่มโอกาสในการเห็น "รอยต่อ" หรือ "ช่องว่าง" ระหว่างขณะ และเห็นการดับของสังขาร (การปรุง)

เราก็จะเห็นแจ้งทันทีว่า จริงๆ แล้วไม่มีประโยค "I AM HERE!" ที่ตั้งอยู่ถาวร แต่มันเป็นแค่ชุดข้อมูลที่ถูกฉายซ้ำๆ ทับๆๆๆ กันไป เช่นเดียวกับความทุกข์ หรือ "ตัวตน" ที่เราแบกอยู่ มันไม่ได้มีอยู่เป็นก้อนนิ่งๆ หรอก

แต่การรู้ที่ต่อเนื่องภายใต้อวิชชา มัน "ตอกย้ำ" ตัวตนซ้ำๆ ด้วยความเร็วสูง จนเราหลงว่าเป็นของจริง ซึ่งถ้าเรา "Debug" จิตโดยใส่ Sleep(500) เข้าไป ก็เหมือนกับการลดสปีดการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เพื่อให้เห็นการดับของมันบ้าง พอมันเห็นรอยต่อบ่อยๆ ปัญญาจะได้สถาปนาขึ้นมา

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเวลาไปปฏิบัติธรรม พระจึงให้สำรวมกายวาจาใจ ให้เดินหนอ กินหนอ ฯลฯ ลดการพูดคุยเพื่อไม่ให้ฟุ้ง ให้ค่อยๆ กิจวัตรด้วยสติ ไม่ใช่มาปฏิบัติธรรมแล้วก็นั่งไถมือถือ จิตที่ยังไม่ทรงตัว มันก็ฟุ้งเหมือนเดิม ก็เพราะการลดสปีด จะช่วยให้เห็นการกระเพื่อมของคลื่นเล็กคลื่นน้อยได้ชัด

พอเราเห็นว่า อ๋อ... แท้ที่จริง วิญญาณทางตาเกิด วาบ แล้วมันก็ดับไป เช่นเวลาเรามองภาพสวยๆ งามๆ วิญญาณทางตาเกิด แต่ด้วยความที่มันเร็วมากๆ และเรามองภาพนั้นต่อเนื่อง เราเลยไหลไปว่า "มีกูที่มอง" มีตัวตนแน่นๆ มองอยู่

ลองหลับตาสิ พอหลับตา วิญญาณทางตาไม่เกิดแล้ว แต่ภาพยังอยู่มั้ย? อ๋อ... เพราะมันมี "สัญญา" แล้วเราก็ดับไปเอาสัญญามาเป็นของตัว เหมือนเห็น cache ในสัญญา แล้วเอา cache นั้นมาเป็นของตัวอีก มนุษย์นี่สิยึดทุกขันธ์ ทั้งกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ยึดหมด!

พอภาพจำมันกระทบมโนวิญญาณเข้า มันก็เกิดอารมณ์ตามมาเพราะสัญญามันตีความ แล้วก็ปรุงต่อ จิ้นต่อ วาบๆๆ สานต่อจนเกิดอารมณ์หื่น พอลืมตามาดูคลิปนั้นต่อ วิญญาณทางตาก็วาบๆๆ แทรกเข้าไป ตอกย้ำเข้าไปอีก...

และทั้งหมดที่กล่าวมานั้นน่ะ ไอ้วิญญาณเกิดดับ วาบๆๆ นั้นน่ะ มันเป็นกระบวนการที่เกิดภายใต้ "อวิชชา"

อวิชชา ก็คือ "ความที่ยังเรียนรู้ไม่ครบถ้วนพอที่จะให้ทุกข์ดับสนิท" เป็นเหมือนไวรัสตัวกู

ถ้าว่าตามปฏิจจสมุปบาท:

อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา
สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ
วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ
สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส...
...................
..................

วิญญาณที่ควรจะรู้ วาบ แล้วก็ดับ มันถูกเจือด้วย "ไวรัสอวิชชา" จึงกลายเป็น "กูเห็น" อวิชชาก็พาให้หยั่งลงนามรูป ยึดทุกขันธ์เป็นกู อารมณ์ของกู กายกู ความรู้สึกกู ตากู หูกู บ้านกู ยึดมั่นเป็นตัวกู (อุปาทาน) เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ

ในวันหนึ่งเกิดกันกี่วาบ? แสนๆ ล้านๆ วาบ และแต่ละวาบก็เจือด้วยอวิชชาทั้งนั้น!

ถ้าเราเริ่มมองออกแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” ไม่ได้ตั้งอยู่เป็นก้อนนิ่งใดๆ แต่เป็นเพียงผลของการเรียกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ความยึดมั่นว่ามี “เรา” อยู่จริงๆ ย่อมค่อยๆ หมดแรงไปเอง ไม่ใช่เพราะเราไปทำลายมัน แต่เพราะเราเห็น "โครงสร้าง" ของมันแล้ว มันจึงคลายออกได้เอง

เหมือนครั้งนึงเราดูมายากลแล้วปรบมือให้ด้วยความทึ่ง
แต่เมื่อรู้เบื้องหลังแล้ว มายากลก็หลอกเราไม่ได้อีก

"ปัญญา" มันจึงเป็นพระเอกไง!
โดยมีสมาธิเป็นฐานให้จิตตั้งมั่น
และมีศีลเป็นฐานให้ชีวิตไม่วุ่นวาย
เพราะถ้าวุ่นวาย มันตั้งมั่นได้ยาก...

นั่นล่ะ จบนะ