อจินไตย คือ อะไร

อจินไตย คือ อะไร


สั้นๆ ก็คือ อจินไตย คือ เรื่องที่ไม่ควรคิด คิดไปก็ตีไม่แตก ไม่เกิดประโยชน์ต่อการหลุดพ้น


เมื่อกี้พูดถึงเรื่องโดนงูกัดแล้วเป็นกรรมเก่ามั้ย แล้วก็พูดถึงคำว่า "อจินไตย"
ไหนๆ ก็พูดแล้ว ก็ขอพูดถึงคำว่า "อจินไตย" กันอีกสักหน่อย


อจินไตย (Acinteyya) แปลว่า “สิ่งที่ไม่ควรคิด” หรือ “สิ่งที่คิดไปก็ไม่ถึง ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะพาให้จิตหลงผิดหรือฟุ้งซ่าน” เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนไม่ให้เอาไปคิด เพราะเกินขอบเขตของปัญญาปุถุชน หรือแม้แต่ชาวโลกทั่วไป


ถ้ามีปากกา ให้ขีดเส้นใต้กาดอกจันดอกจิกข้าวหลามตัดตรงคำว่า
"เกินขอบเขตของปัญญาปุถุชน"
เอาไว้ นั่นแหละ ที่ให้กาไว้ เพราะจะบอกว่า... ผู้ที่เป็นอริยะบุคคลแล้ว เขาก็ยิ่งจะไม่มาใส่ใจที่จะหาคำตอบที่เป็นอจินไตยกันเลย เพราะพอท่านๆ เขาได้อริยะผลกันแล้ว ก็ยิ่งรู้ชัดเลยว่า อ้าว... คำตอบเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรในเรื่องของการหลุดพ้นเลย หนำซ้ำ ยังเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า

เพราะงั้น เราปุถุชน เราเป็นชาวโลกทั่วไป เราจึงไม่มีเหตุให้ไปใส่ใจ อาจจะตั้งสมมติฐานเล่นๆ สนุกๆ ได้ ถกกันได้ แต่สุดท้าย ชีวิตของมนุษย์ที่สั้นนักหนา คำตอบเหล่านั้นกลับไม่มีประโยชน์ต่อการดับทุกข์ในปัจจุบันเลย


คิดง่ายๆ กำลังถกประเด็นกันในเรื่องโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
สักพักมีข้อความส่งมาด่าว่า "อีตอแหล"
ถามหน่อย โลกแตกเลยมั้ย?
อันนี้ หมายถึงโลกก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรานะ
ปรี๊ดแตกมั้ยล่ะ


คำถามที่เป็นอจินไตย ช่วยอะไรมั้ย
หนำซ้ำยังทำให้เสียเวลาถ้าเอาแต่หมกมุ่นมากเกินไปที่จะหาคำตอบ


สิ่งที่เป็นอจินไตย มีอะไรบ้าง


1. พุทธวิสัย

คือ ความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศนะของพระพุทธเจ้าทั้งในด้านปัญญาและฤทธิ์ เช่น
- วิธีที่พระพุทธเจ้ารู้แจ้งอริยสัจ
- การระลึกรู้ชาติภพในอดีตอนันต์ ทำได้ยังไง มีวิธียังไง
- การทรงทราบธรรมะอันลึกซึ้งละเอียด ทำได้ยังไง
- การสั่งสอนสัตว์โลกตามจริตนิสัยอย่างพอเหมาะพอดี
- ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้เป็นเฉพาะของพระพุทธเจ้า ชาวโลกธรรมดาคิดไปก็หยั่งไม่ถึง ไปฟังธรรมจากท่านดีกว่า


2. ฌานวิสัย (เขตแห่งผู้ได้ฌาน)

คือ อำนาจหรือผลแห่งฌานสมาธิขั้นสูง เช่น
- อิทธิฤทธิ์ มันมีกลไกยังไง
- การเหาะเหิน เดินบนน้ำ มีกลไกยังไง ทำไมถึงไม่จม
- การกำหนดธาตุ การแสดงฤทธิ์ เสกของออกมายังไง
- รู้วาระจิตของผู้อื่น รู้ได้ยังไง ทำไมถึงเห็นได้
- การเห็นสิ่งมีชีวิตในภพภูมิอื่นได้อย่างไร มีกลไกอย่างไร
- ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เป็นผลของสมาธิที่ละเอียด การคิดจนคิ้วขมวดหัวร้อนหรือการพยายามตีความอธิบายด้วยภาษาทางโลกอาจพาให้หลง ต้องไปถึงตรงนั้นเองจึงจะเข้าใจสภาวะนั้น อีกอย่าง มนุษย์ที่ยังอยากพิสูจน์ผ่านตาเนื้อ หูเนื้อ กายเนื้อ ภายใต้อวิชชาที่รันอยู่ใน background process มันเป็นปัจจัยให้มีข้อจำกัดและขอบเขต วิเคราะห์ให้ตาย สมมติว่าได้คำตอบมา แต่สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์ต่อการดับทุกข์ อย่างเวลาโดนเท ส่งไลน์ไปแล้วเขาไม่อ่านไลน์ ทำไมหงุดหงิด ผลงานออกมาได้คะแนนประเมินต่ำกว่าคนๆ นั้น ทำไมถึงเจ็บใจ หรืออย่างมีคนมาคอมเม้นด่าว่า "อีตอแหล" ทำไมถึงยังเจ็บจี๊ด


3. กรรม (เขตแห่งกรรม)

คือ ความลึกซึ้งของผลกรรม เช่น
- ทำไมคนสองคนทำเหมือนกันแต่ผลไม่เหมือนกัน
- ทำไมบางคนทำกรรมชั่วแต่ยังสุข ทำไมคนนั้นช่วยคนแก่ข้ามถนนแต่ลำบาก
- ทำไมสัตว์ถึงเกิดในภูมิต่างๆ
- ผลกรรมเก่าจะให้ผลเมื่อไร อย่างไร
- ฯลฯ
การคิดวิเคราะห์หาคำตอบมันเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์ที่ยังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน อาจทำให้เข้าใจผิด เสียเวลา หรือหลงงมงาย พอปฏิบัติจนอวิชชาดับ ตัณหาอุปาทานดับแล้ว อรหันต์หรือแม้แต่อนาคามีเขาก็ไม่มานั่งคิดหาคำตอบกัน อย่างที่ว่า เมื่ออวิชชาดับ ท่านๆ ก็จะรู้กันทันทีว่า อ้าว... เออว่ะ แล้วจะไปวุ่นกับการหาคำตอบของคำถามพวกนี้ไปทำไม มันไม่ได้ช่วยให้อวิชชาดับเลยนี่หว่า พอเก็ตไอเดียนี้มั้ย..


4. โลกวิสัย (เขตแห่งการเกิดขึ้นของโลก)

คือ การคิดว่า
- โลกมีที่มาอย่างไร
- จักรวาลสิ้นสุดที่ไหน มีขอบเขตหรือไม่
- ชีวิตแรกเริ่มอย่างไร มนุษย์คู่แรกเกิดขึ้นได้ยังไง
- ง้วนดินเกิด มนุษย์เกิด อ้าว แล้วไดโนเสาร์ล่ะ, T-Rex ล่ะ
- โลกแตกคือแตกทั้งดวงหรือเปล่า ดวงนี้เคยแตกด้วยมั้ย
- โลกใบนี้จะแตกมั้ย
- ฯลฯ
ค่อยๆ ดู ค่อยๆ ไตร่ตรอง แล้วค่อยๆ ละออก นิวรณ์พวกนี้มันถ่วงเวลา การถกเถียง หรือวางสมมติฐานอาจดูน่าสนใจ แต่ดูดีๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้ความระทมทุกข์ในปัจจุบันหมดไปได้ สมมติได้คำตอบว่า อ๋อ... โลกเกิดขึ้นเพราะอย่างนี้ๆๆ ดวงอาทิตย์มีธาตุต่างๆ ดังนี้ ฯลฯ โดนหัวหน้าเรียกไปเฉ่ง เดินออกมาหน้ามุ่ย หรือทักไลน์ไปหาแฟน แฟนอ่านแล้วไม่ตอบสักที ทำอะไรอยู่ ความรักของเธอลดน้อยลงแล้วหรือ? คิดไปต่างต่างนานา อ้าว... ยังอยากได้คำตอบของคำถามเหล่านี้อยู่มั้ย

อย่าลืมว่า มนุษย์เกิดมาอยู่ในโลกแค่ไม่กี่สิบปี แต่ละวันก็ขลุกอยู่กับนิวรณ์ ขลุกกับกามฉันทะ นอนกอดหมอนข้างอารมณ์ทางเพศก็ยังพุ่งพล่าน เกิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ เกิดวิจิกิจฉา ถีนมิทธะถดถอย ฯลฯ ภายใต้สังโยชน์สามข้อที่ยังดึงรั้งให้มีอคติ แล้วจะมาตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลง กับวิวัฒนาการของจักรวาลที่ประมาณเวลาไม่ได้ โดยอาศัยแค่ร่างกายที่เกิดมาไม่กี่สิบปี แล้วยังพิสูจน์ด้วยตาเห็นรูปแล้วสรุปกัน คิดดูให้ดี ตลกร้ายไปหน่อยมั้ย คือ ถ้าจะเล่นกันจริงๆ ลำพังแค่ช่วงอายุสั้นๆ ของมนุษย์น่ะ... เราไปไม่ถึงจุดสิ้นสุดของคำถามพวกนั้นหรอก ต้องยอมรับว่า มันมีเหตุการณ์ มีความจริงอีกหลายมิติไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราทางโลกที่อาศัยเพียงการสังเกตด้วยตาแล้วตั้งสมมติฐานต่อๆ กันมา จนเราหลงทางอยู่ในเขาวงกตของความคิด โดยลืมไปว่ายังมีชุดความรู้อีกด้านที่ต้องอาศัยใจที่สงบและปราศจากนิวรณ์เข้าไปอ่านเอาเองถึงจะรับรู้ได้ อันนี้เฉพาะประเด็นนี้เท่านั้นนะ สำหรับบุคคลที่คิดว่าจะเล่นให้รู้แจ้งกันจนสุดทางจริงๆ ก็ต้องว่ากันไปแบบนี้

แต่ก็แนะนำว่า... ปล่อยๆ วางๆ ไปเถอะ มันไม่ได้ช่วยให้วงจรปฏิจจสมุปบาทล้มเลย


คำตอบเหล่านั้น มันไม่ได้ช่วยให้ใจเราหายเจ็บ เมื่อรู้ทีหลังว่า เพื่อนสนิทของกูเองที่นินทากู

มันไม่ได้ช่วยให้คลายทุกข์จากความคาดหวังที่หัวหน้าไม่เห็นผลงานเรา

มันไม่ได้ช่วยให้หายทุกข์ใจ เมื่อเราเห็นคนคอมเม้นในโพสเราว่า "อีตอแหล"

ไม่ได้ช่วยให้เราหลับตาลงได้ง่ายขึ้น ในคืนที่คิดมาก

ไม่ได้ช่วยให้เราหยุดฟุ้งซ่าน เวลาแฟนดูเมินเฉยเรา หรือแฟนจำวัดเกิดไม่ได้

ไม่ได้ช่วยให้เราปล่อยวางความรู้สึกผิด ที่ยังวนเวียนอยู่ในใจ

คำว่า "โลก" ไม่ได้หมายถึงดาวดวงนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ Earth หรือ this planet เท่านั้น
โลก ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละ ลองหลับตาสิ โลกแคบเลยมั้ย โลกหายไปกี่ % ล่ะ

ถ้าเรายังแพ้ใจตัวเองกับเรื่องเหล่านี้อยู่
เรื่องอจินไตยก็ยังไม่ใช่สิ่งควรเอาใจไปใส่


วางไปเถอะ ปัดออกไปเถอะ
เหมือนปัดๆๆ คลิปวีดีโอที่ไม่อยากดูน่ะ